9 ข้อเท็จจริงที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับประเทศอิตาลี

Italy

ประเทศอิตาลีมีพื้นที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลีในทางใต้ของยุโรปและบนเกาะ 2 เกาะที่ใหญ่ที่สุดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรปและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ในบทความนี้เราได้คัดเลือกเรื่องราวอันน่าสนใจของประเทศอิตาลีที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนมาให้ได้อ่านกัน

1.เชื่อว่าหลายท่านคงเคยทราบเรื่องราวของ “กาลิเลโอ” ถูกจับกุมเมื่อ 400 ปีก่อนโดยถูกควบคุมตัวไว้ในโบสถ์โรมันคาทอลิกแห่งหนึ่ง (ในสมัยนั้นโบสถ์มีอำนาจมาก) เขามีความผิดเพราะว่าเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์และถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกรีต จนในที่สุดหลังจากถูกเรียกตัวไปสอบสวนครั้งที่สองเขาก็โดนตัดสินโทษกักบริเวณตลอดชีวิตในปี ค.ศ.1633 ซึ่งทางโบสถ์พึ่งจะออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อเอาตอนปี ค.ศ.1992

2.เบนิโต มุสโสลินี เป็นท่านผู้นำจอมเผด็จการก็จริงแต่ว่าเขาก็มีผลงานโดยเป็นผู้ที่ช่วยผลักดันในการส่งทีมฟุตบอลของอิตาลีไปสู่การแข่งขันระดับโลก ในสมัยนั้นเขาได้พยายามที่จะแบนไม่ให้ทุกคนตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า “goal” เวลาที่ลูกเข้าประตู แล้วเปลี่ยนให้ใช้คำว่า “meta” แทน แต่ก็แบนไปได้ไม่นานนัก

3.ในตอนที่แมคโดนัลด์สาขาแรกในอิตาลีเข้าไปเปิดให้บริการในโรม ในปี ค.ศ.1986 ได้เกิดการประท้วงต่อต้านอย่างหนักเลยทีเดียว สำหรับประเทศที่คนทุกคนภูมิใจว่าพวกตนมีมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายในเรื่องอาหาร มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนตกใจมากกับการที่มีแบนด์ฟาสต์ฟู้ดเข้ามาเปิดทำการ ผู้คนในสมัยนั้นเอาจานใส่สปาเก็ตตี้รวมไปถึงภาชนะสำหรับใส่อาหารชนิดอื่นออกมาแขวนตามกิ่งไม้เต็มไปหมดเพื่อเป็นการประท้วง และเตือนคนอื่นว่าอย่าลืมรากฐานเรื่องอาหารของประเทศตัวเอง

4.ในสมัยก่อนมีหลายพื้นที่ในประเทศอิตาลีเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวกรีกโบราณและมีพื้นที่รวมกันเท่ากับเมืองเอเธนส์ก่อนที่จะค่อยๆเสียพื้นที่ไปเรื่อยๆ และพวกชาวโรมันก็เคยเรียกเกาะซีซิลิว่า “Greater Greece” เนื่องจากมีชาวกรีกจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ในปัจจบันก็ยังมีการใช้ภาษากรีกและยังมีอารยธรรมกรีกโบราณอยู่บนเกาะซีซิลิ

5.ในใจกลางของประเทศอิตาลีมีน้ำพุไวน์แดงที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ใครที่เป็นคนชอบดื่มไวน์คงจะถูกอกถูกใจเป็นแน่เพราะที่นี่เขาแจกจ่ายไวน์ฟรีทุกวัน น้ำพุแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆซึ่งอยู่ในแคว้นอาบรุซโซ สามารถเรียกร้องความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้มากเลย แต่อนุญาตให้ดื่มได้เพื่อดับกระหายเท่านั้น

6.มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากที่สุดในยุโรปคือมหาวิทยาลัย “The University of Bologna” เขื่อกันว่าเริ่มก่อตั้งกันมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1088 เป็นต้นไป มีความโดดเด่นในด้านวิชาศิลปะและวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันถือว่าเป็นหนึ่งในผู้นำในด้านการให้การศึกษาในยุโรป นอกนั้นยังขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วย

University of Bologna

7.ในประเทศอิตาลีมีมรดกโลกเป็นจำนวนมากที่สุด มีสถานที่สำคัญที่รอให้คุณไปเที่ยวมากถึง 51 แห่งด้วยกัน เช่น หอเอนปิซ่า , เมืองปอมเปอี และเมืองเวนิส เป็นต้น ส่วนประเทศที่มีมรดกโลกมากเป็นอันดับที่สองคือประเทศจีนและอันดับที่สามคือประเทศสเปน

8.หมายเลข 17 คือหมายเลขแห่งโชคร้ายสำหรับชาวอิตาลี นี่คือเหตุผลที่โรงแรมทุกแห่งในประเทศอิตาลีจะไม่มีชั้นที่ 17 ส่วนหมายเลข 13 นั้นคนอิตาลีไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับโชคร้ายแต่อย่างใด นอกเสียจากว่าจะมีคน 13 คนนั่งทานอาหารในโต๊ะเดียวกัน เช่นเดียวกับในรูปศิลปะ “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” ที่วาดโดย “เลโอนาร์โด ดา วินชี”

9.ชาวอิตาลีจะรับประทานสปาเก็ตตี้ด้วยซ่อมเท่านั้นจะไม่มีการใช้ช้อนเด็ดขาดถึงแม้ว่าประเทศอื่นๆในยุโรปจะใช้ช้อนด้วยก็ตาม คนอิตาลีจะถือว่าคนที่ใช้ช้อนทานสปาเก็ตตี้ไม่มีมารยาทบนโต๊ะอาหารหรือทำตัวเป็นเด็กๆ ใครที่ไปเที่ยวอย่าลืมตัวใช้ช้อนทานสปาเก็ตตี้ล่ะ

 

7 ข้อเท็จจริงของ เมืองฟลอเรนซ์ หนึ่งในเมืองที่สวยงามที่สุดในโลก

เมืองฟลอเรนซ์ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่มีอาคารตึกรานบ้านช่องสวยงามมากๆ หากใครที่คิดจะไปเที่ยวต่างประเทศละก็ การได้ไปเที่ยวเมืองนี้จะทำให้กล้องของคุณเต็มไปด้วยรูปเมืองสวยๆแน่นอน นอกจากจะมีอาคารสวยๆไปหมดแล้วเมืองยังถูกล้อมไปด้วยภูเขาและแม่น้ำอีก 4 เส้น ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือลงจะได้พบกับวิวและบรรยากาศที่เหมาะแก่การถ่ายรูปมากแน่นอน

ในช่วงศตวรรษที่ 14 เมืองนี้เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้านการค้าขายมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจสูงมาก และเป็นต้นกำเนิดแห่งศิลปะรวมไปถึงศิลปินชื่อดังมากมายและยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา” อีกด้วย

เมืองฟลอเรนซ์ โดดเด่นไปด้วยวิวทิวทัศน์ เป็นศูนย์รวมผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรมอันงดงาม รวมไปถึงโบสถ์และพิพิธภัณฑ์อันเลื่องชื่อ ในทุกปีนักท่องเที่ยวนับล้านคนจากทั่วโลกจะมาที่เมืองนี้เพื่อชมผลงานของศิลปินดังเช่น ไมเคิล แองเจโล , เลโอนาร์โด ดา วินชี , ดูงานออกแบบของ ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี และศึกษาผลงานของ กาลิเลโอ นอกนั้นยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากเกี่ยวกับเมืองนี้ไปอ่านกันเลย

1.เคยติดอันดับเมืองที่สวยงามที่สุดอันดับหนึ่งโลก – เมืองนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ตึกรามบ้านช่องก็มีหลังคาสีสันสวยงาม มีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือ มหาวิหารซานตามาเรีย , หอศิลป์อุฟฟีซี , พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Galleria dell’Accademia  ซึ่งล้วนเป็นสถานที่สวยงามมากทั้งสิ้น ไม่แปลกเลยที่ทางนิตยสาร Forbes จะเคยจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในปี ค.ศ.2010

2.เมืองหลวงแห่งศิลปะ – ประเทศอิตาลีขึ้นชื่อว่ามีผลงานศิลปะที่สวยงามจนผู้ชมลืมหายใจ อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรยูเนสโกพบว่า งานศิลปะจำนวน 60% ของโลกถูกรวมไว้ที่ประเทศอิตาลี และมีอยู่มากกว่าครึ่งที่อยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอยู่เป็นจำนวนมาก

3.เป็นแหล่งรวมศิลปินระดับโลกจำนวนมาก – เมืองฟลอเรนซ์เป็นบ้านเกิดของ จิตรกร , ประติมากร , กวีเอก , สถาปนิก และบุคคลที่มีสติปัญญาสูงเช่น เลออน บัตติสตา อัลแบร์ตี ซึ่งเป็นผู้รู้รอบด้าน , ดันเต อาลีกีเอรี , จอตโต ดี บอนโดเน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความรู้ความสามารถหลายแขนง

4.บ้านเกิดของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล – นอกเมืองนี้จากจะเป็นถิ่นของศิลปินและเหล่าผู้ทรงภูมิแล้ว ยังเป็นบ้านเกิดของ “ฟลอเรนซ์ ไนติงเกลฎ ผู้ซึ่งได้สมยาว่า “สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป” อีกด้วย ในสมัยก่อนงานพยาบาลถูกมองว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่เธอก็มุ่งมั่นยืนกรานที่จะทำงานนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแม้ว่าจะเกิดมาในหมู่ชนชั้นสูงก็ตาม เธอยังถูกยกย่องให้เป็นมารดาแห่งพยาบาลสมัยใหม่อีกด้วย

5.เมืองแรกที่มีการปูถนน – ในปี ค.ศ.1339 เมืองฟลอเรนซ์ได้กลายเป็นเมืองแรกในทวีปยุโรปที่มีการปูพื้นถนนไปทั่วทั้งในเส้นทางหลักและในตรอกซอกซอย ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอยากเดินชมความสวยงามของเมืองและถนนมากกว่าเดินทางด้วยรถยนต์เสียอีก

6.ต้นกำเนิดของภาษาอิตาลี – โดยศิลปินที่ได้เป็นคนวางมาตราฐานในการใช้ภาษาซึ่งต่อมาก็กลายเป็นภาษาอิตาลีก็คือกวีชื่อดัง “ดันเต อาลีกีเอรี” นั่นเอง ซึ่งถือเขาว่าเป็น”บิดาแห่งภาษาอิตาลี” เลยนะ

7.สวยจน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำลายไม่ลง – เบนิโต มุสโสลินี เคยชวน ฮิตเลอร์ มาเที่ยวเมืองฟลอเรนซ์ ความสวยงามของสถาปัตยกรรมสร้างความประทับใจแก่เขาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจุดชมวิวที่สะพาน “Ponte Vecchio” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายเยอรมันทำลายสะพานข้ามแม่น้ำอาร์โนทั้งหมดยกเว้นสะพานนี้ โดยฮิตเลอร์เป็นคนพูดเองว่า “สวยเกินไป จนทำลายไม่ลง”

7 ข้อเท็จจริงของ ”รางวัลโนเบล” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รางวัลโนเบล เป็นการให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำประโยชน์ส่วนรวมไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การวิจัยจนค้นพบความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ รวมไปถึงเป็นรางวัลแก่ศิลปินผู้สร้างผลงานยอดเยี่ยมอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าต้นกำเนิดของรางวัลโนเบลมาจากนาย อัลเฟรด โนเบล นักประดิษฐชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ซึ่งมีการเอาไปทำเป็นอาวุธและตัวเขาเองก็เป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาวุธเสียด้วย

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1975 เขาได้เขียนพินัยกรรมยกสมบัติมาเป็นทุนในการมอบรางวัลโนเบล เพื่อสนับสนุนผู้ที่ทำประโยชน์แก่โลก ก็น่าจะเป็นเพราะเขารู้สึกผิดที่ได้ทำธุรกิจสร้างอาวุธมาตลอด และในช่วงแรกนั้นครอบครัวของเขาก็ได้คัดค้านอย่างแรงทำให้การจัดงานมอบรางวัลโนเบลล่าช้าลง

เริ่มมีการให้รางวัลโนเบลตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 และก็ไม่ได้มอบรางวัลให้คนๆเดียวเสมอไป เพราะที่ผ่านมาก็มีผู้ได้รับรางวัลร่วมกันสองคนหรือสามคนมาหลายครั้งแล้ว (แต่จำนวนผู้รับรางวัลเดียวกันจะต้องไม่เกิน 3 คน) เพราะถือว่าผู้ที่ทำงานร่วมกันก็ควรมีสิทธิได้รับรางวัลเท่าเทียมกันนั่นเอง นอกนั้นยังมีการมอบรางวัลให้กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อถึงแม้ว่าตัวผู้รับรางวัลจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

 

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุน้อยที่สุด

เธอเป็นสาววัยรุ่นชาวปากีสถานอายุ 17 ปี ชื่อว่า “มะลาละห์ ยูซัฟซัย” และ “ไกลาศ สัตยาธี”  ทั้งคู่ต่อสู้เพื่อให้เด็กผู้หญิงได้มีสิทธิเข้ารับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กชาย เป็นเหตุทำให้ในปี ค.ศ.2012 เธอถูกกลุ่มตาลีบันดักยิงโดนเข้าที่ใบหน้าเธอรอดชีวิตมาได้ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในสองปีต่อมา

 

ระดับความสามารถของ อัลเฟรด โนเบล

ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นเขาเป็นคนระดับอัจฉริยะที่มีความสามารถหลายด้านไม่ว่าจะเป็นทั้งนักเคมี วิศวกร และบทบาทในฐานะนักอุตสาหกรรม นอกจากนั้นเขายังสามารถพูดได้ 5 ภาษาตั้งแต่ตอนยังมีอายุแค่เพียง 17 ปีเท่านั้น และตลอดชีวิตการทำงานของเขา เขาได้จดสิทธิบัตรมากถึง 350 ครั้ง และเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์มากถึง 90 โรงงาน

 

ไม่ว่าใครก็มีสิทธิถูกเสนอชื่อทั้งนั้น

แม้แต่พวกแบดบอยอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ , เบนิโต มุสโสลินี และโจเซฟ สตาลิน ก็ยังเคยมีคนเสนอชื่อพวกเขาร่วมชิงรางวัลโนเบลสาขาต่างๆอีกด้วย ประวัติของ 3 คนนี้ล้วนร้ายกาจกันทั้งนั้น ใช่ว่าจะมีแต่คนดีๆที่ถูกเสนอชื่อเข้ามา

 

เคยมีคนเอารางวัลที่ได้รับไปขายด้วย

เขาคือนาย “Leon Lederman” ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ.1988 เขาป่วยหนักจนต้องเปิดประมูลขายเหรียญรางวัลเขาไปจ่ายบิลค่ารักษา โดยมีคนไม่ทราบชื่อชนะการประมูลไปได้ในราคา 765,000 ดอลลาร์ นอกนั้นเขายังเคยใช้เงินรางวัลที่ได้รับไปซื้อกระท่อมไม้ซุงและใช้เป็นที่อยู่อาศัยถาวรร่วมกับภรรยา ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ.2011 เขาก็เริ่มมีปัญหาเรื่องความจำสูญหายจนในที่สุดก็ต้องขายเหรียญรางวัลไปในปี ค.ศ.2015

 

เกือบไม่ได้เอากลับบ้าน

ในปี ค.ศ.2011 นาย Brian Schmidt หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลร่วมกัน 3 คนที่ค้นพบว่า “จักรวาลขยายตัวไปเรื่อยๆ” ได้เข้าร่วมรับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนั้น แต่ในขณะเดินทางกลับบ้านที่สนามบินปรากฏว่ามีปัญหาในการเดินผ่านเครื่องตรวจจับวัตถุต้องสงสัย

 

มหาตมะ คานธี ไม่ได้รับรางวัลโนเบล

เขาถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตในก่อนวันเข้าชิงรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1948 เพียงสองวันเท่านั้น โดยปกติแล้วถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ก็มีสิทธิ์ได้รับรางวัล แต่ว่าปัญหาคือ เขาไม่มีทายาทเลยแม้แต่คนเดียวทางคณะกรรมการจึงไม่รู้จะเอารางวัลไปให้ใคร ก็เลยต้องเสียสิทธิ์ในการรับรางวัลไป ถึงแม้ว่าเขาถูกเลือกให้ชนะรางวัลในปีนั้นก็ตาม และที่ผ่านมาเขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 5 ครั้ง

 

เคยมีคนปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบล

คนผู้นั้นก็ชื่อ “ฌ็อง-ปอล ซาทร์” นักแต่งนิยายและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ส่วนเหตุผลที่ไม่ยอมรับรางวัลนั้นก็เพราะโดยปกติแล้วเขามักจะปฏิเสธไม่รับรางวัลใดๆอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

ส่วนอีกคนที่ไม่ยอมรับรางวัลก็คือ “เล ดึ๊ก เถาะ” ซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนาม เข้าได้รางวัลโนเบลในฐานะที่เป็นคนเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงสันติภาพปารีสเพื่อให้อเมริกาเลิกรุกรานเวียดนาม แต่เขาไม่ยอมรับรางวัลโดยบอกว่าสันติภาพยังไม่เคยเกิดขึ้นในเวียดนามจริงๆ