การเลือกซื้อเตียงนอน และ เครื่องนอนออนไลน์

 

การนอนหลับ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของเราให้กลับมาสดชื่นได้ หลังจากการที่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน แต่ก็มีน้อยนักที่เราจะได้มีการพักผ่อนอย่างเต็มที่ นอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 8 ชั่วโมงตามที่ร่างกายต้องการ อย่างดีที่สุด

เตียงนอน

เราหลายๆ คนอาจจะทำได้แค่นอนเพียง 4-6 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หาก จำนวนชั่วโมงอันน้อยนิดนี้ยังเป็นการนอนที่ไม่มีคุณภาพ อันอาจจะเกิดจากเตียงนอน หรือที่นอนที่ไม่ได้มาตรฐาน สร้างการรบกวนให้กับการพักผ่อนของเราตลอดๆ เช่น อากาศร้อน ที่นอนระอุ ไม่ถ่ายเทอากาศ หรือเตียงนอนลั่นเอี๊ยดอ๊าดตลอดเวลาที่พลิกตัว หรือขยับตัวเพียงเล็กน้อย ก็ดังลั่นแล้ว ทำนองนี้การนอนของเราอย่าว่าแต่  4 ชั่วโมงเลยจ้า ต่อให้นอน 8 – 10 ชั่วโมง

ก็นับว่าเป็นการนอนหลับที่ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควรค่ะ แบบนี้ยิ่งจะส่งผลให้ร่างกายเพลียหนักกว่าเดิมอีก  ดังนั้นการเลือกซื้อที่นอน เตียงนอนต่างๆ รวมไปถึงเครื่องนอนอื่นๆ ด้วย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียวค่ะ

และในปัจจุบัน มีเครื่องนอนขายตามท้องตลาดเยอะมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นขายหน้าร้าน หรือขายแบบออนไลน์ เรียกว่าเครื่องนอนออนไลน์นั่นเอง และด้วยความที่เตียงนอน เครื่องนอนต่างๆ เช่น ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หรือแม้แต่หมอนต่างๆ ก็มีมาก การที่เราจะเลือกซื้อเครื่องนอนออนไลน์

ซึ่งเราไม่มีโอกาสสัมผัสกับเตียงนอนาด้วยตัวเอง การเลือกซื้อจึงมีข้อจำกัด ทำให้บางทีได้รับสิ้นค้ามาไม่ตรงกับที่ต้องการ ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกซื้อเครื่องนอนออนไลน์ เราต้องรู้ข้อมูลต่างๆ ของสินค้าด้วย และสิ่งที่เราต้องรู้ก็คือ คุณสมบัติของผ้านั่นเองค่ะ ซึ่งผ้าที่ใช้ทำผ้าปูที่นอน หรือปลอกหมอนต่างๆ มีมากมายหลากหลาย ได้แก่

ผ้าฝ้าย เป็นผ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีความนุ่ม เนื้อผ้าเบาสบาย เป็นเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติ  นอกจากนี้ยังมีผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ ซึ่งราคาจะถูกกว่า แต่เรื่องการระบายอากาศไม่ดีเท่าผ้าฝ้ายแท้ 100% ข้อดีคือยับยากนั่นเองค่ะ ส่วนผ้าซาติน ก็เป็นที่นิยมรองลงมา

เพราะความที่เนื้อผ้าลื่น เย็นสบายเหมาะกับอากาศบ้านเรา แต่อาจจะมีข้อเสียตรงที่ไม่ทน ผ้าไหม จะมีความอ่อนนุ่ม ยืดตัวดี แต่อาจจะทำความสะอาดยากสักหน่อย จึงไม่ค่อยนิยมกัน แต่จะใช้สำหรับเป็นของขวัญมากกว่าค่ะ ส่วนของผ้าอีกชนิดหนึ่ง คือ ผ้าสักหลาด ทำมาจากขนสัตว์

ผสมกับฝ้ายหรือเส้นใยสังเคราะห์  เป็นผ้าที่ให้ความอบอุ่นดีมาก เหมาะสำหรับใช้ในหน้าหนาวมากกว่าหน้าร้อน  สุดท้ายผ้าใยไผ่   มีความนุ่ม ระบายอากาศได้ดี เนื่องจากเป็นเส้นใยที่โปร่ง นั่นเองค่ะ

ไต้หวันเมืองแห่งขนม

Taiwan Milk Bubble Tea

ไต้หวันในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะว่าทุกๆอย่างนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ทุกๆเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากที่สุดเลย การที่เรามาที่ประเทศไต้หวันนั้นก็เพื่อที่ว่าเวลาเราเหนื่อยล้าจากการทำงานอยากจะมาใช้ชีวิตที่ชิวๆการมาเที่ยวไต้หวันนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างมากเลยที่จะทำให้เราได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและได้สบายอกสบายใจกับการเที่ยวในครั้งนี้ด้วย

ขึ้นชื่อว่าประเทศไต้หวันประเทศนี้เป็นเรื่องท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยเกี่ยวกับเรื่องของกิน ส่วนมากจะดังในเรื่องของขนมหวานอย่างพวกชานมไข่มุกอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามอย่างมากที่สุดเลย ทุกๆเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะสนใจและให้ความใส่ใจกันอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็ว่าได้

Stinky Tofu

หากใครที่มีโอกาสไปเที่ยวที่ไต้หวันนั้นก็สามารถที่จะไปทานชานมไข่มุกหรือจะทานพวกขนมหวานก็มีมากมายหลายร้านให้เลือกกินด้วยกัน หลายๆเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เราควรที่จะให้ความสำคัญอย่างมากที่สุดการที่เราไปเที่ยวแล้วเราเจออะไรที่น่ากินที่ประเทศของเราไม่มีก็ควรที่จะเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุดหรือแม้แต่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันนี้เราก็ควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากที่สุดเลย

การที่เรานั้นได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ไต้หวันแล้วเราก็ควรที่จะวางแผนเที่ยวให้ได้มากที่สุดเพราะด้วยปัจจุบันนี้ราคาค่าตั๋วนั้นก็มีราคาที่สูงอย่างมากเลย หลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเราจึงต้องเป็นคนที่เก่งและสามารถที่จะวางแผนไปเที่ยวให้ได้ก่อนหากเราไปเที่ยวที่ไต้หวันแล้วถูกใจร้านขนมหวานหากซื้อเฟรนไชน์นำมาเปิดร้านก็อาจจะรุ่งหรือรวยมากก็เป็นได้

ทุกๆอย่างนั้นเราจึงเป็นคนที่ควรจะหาข้อมูลในเรื่องการกิน การเที่ยว การช้อปปิ้งให้มากที่สุดแล้วจุดไหนที่ฮิตที่สุดของเมืองที่เราไปเราก็ต้องอย่าพลาดด้วยกัน ทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามเราต้องใส่ใจให้มากที่สุดเพื่อวันข้างหน้าเราจะได้มาเที่ยวใหม่ละเจอแต่ในเรื่องที่ดีๆและนำประสบการณ์ในครั้งนี้ไปเที่ยวในครั้งหน้าก็ได้อีก ประสบการณ์จะทำให้เราเป้นคนที่เก่งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

9 ข้อเท็จจริงที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับประเทศอิตาลี

Italy

ประเทศอิตาลีมีพื้นที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลีในทางใต้ของยุโรปและบนเกาะ 2 เกาะที่ใหญ่ที่สุดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรปและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ในบทความนี้เราได้คัดเลือกเรื่องราวอันน่าสนใจของประเทศอิตาลีที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนมาให้ได้อ่านกัน

1.เชื่อว่าหลายท่านคงเคยทราบเรื่องราวของ “กาลิเลโอ” ถูกจับกุมเมื่อ 400 ปีก่อนโดยถูกควบคุมตัวไว้ในโบสถ์โรมันคาทอลิกแห่งหนึ่ง (ในสมัยนั้นโบสถ์มีอำนาจมาก) เขามีความผิดเพราะว่าเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์และถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกรีต จนในที่สุดหลังจากถูกเรียกตัวไปสอบสวนครั้งที่สองเขาก็โดนตัดสินโทษกักบริเวณตลอดชีวิตในปี ค.ศ.1633 ซึ่งทางโบสถ์พึ่งจะออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อเอาตอนปี ค.ศ.1992

2.เบนิโต มุสโสลินี เป็นท่านผู้นำจอมเผด็จการก็จริงแต่ว่าเขาก็มีผลงานโดยเป็นผู้ที่ช่วยผลักดันในการส่งทีมฟุตบอลของอิตาลีไปสู่การแข่งขันระดับโลก ในสมัยนั้นเขาได้พยายามที่จะแบนไม่ให้ทุกคนตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า “goal” เวลาที่ลูกเข้าประตู แล้วเปลี่ยนให้ใช้คำว่า “meta” แทน แต่ก็แบนไปได้ไม่นานนัก

3.ในตอนที่แมคโดนัลด์สาขาแรกในอิตาลีเข้าไปเปิดให้บริการในโรม ในปี ค.ศ.1986 ได้เกิดการประท้วงต่อต้านอย่างหนักเลยทีเดียว สำหรับประเทศที่คนทุกคนภูมิใจว่าพวกตนมีมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายในเรื่องอาหาร มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนตกใจมากกับการที่มีแบนด์ฟาสต์ฟู้ดเข้ามาเปิดทำการ ผู้คนในสมัยนั้นเอาจานใส่สปาเก็ตตี้รวมไปถึงภาชนะสำหรับใส่อาหารชนิดอื่นออกมาแขวนตามกิ่งไม้เต็มไปหมดเพื่อเป็นการประท้วง และเตือนคนอื่นว่าอย่าลืมรากฐานเรื่องอาหารของประเทศตัวเอง

4.ในสมัยก่อนมีหลายพื้นที่ในประเทศอิตาลีเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวกรีกโบราณและมีพื้นที่รวมกันเท่ากับเมืองเอเธนส์ก่อนที่จะค่อยๆเสียพื้นที่ไปเรื่อยๆ และพวกชาวโรมันก็เคยเรียกเกาะซีซิลิว่า “Greater Greece” เนื่องจากมีชาวกรีกจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ในปัจจบันก็ยังมีการใช้ภาษากรีกและยังมีอารยธรรมกรีกโบราณอยู่บนเกาะซีซิลิ

5.ในใจกลางของประเทศอิตาลีมีน้ำพุไวน์แดงที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ใครที่เป็นคนชอบดื่มไวน์คงจะถูกอกถูกใจเป็นแน่เพราะที่นี่เขาแจกจ่ายไวน์ฟรีทุกวัน น้ำพุแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆซึ่งอยู่ในแคว้นอาบรุซโซ สามารถเรียกร้องความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้มากเลย แต่อนุญาตให้ดื่มได้เพื่อดับกระหายเท่านั้น

6.มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากที่สุดในยุโรปคือมหาวิทยาลัย “The University of Bologna” เขื่อกันว่าเริ่มก่อตั้งกันมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1088 เป็นต้นไป มีความโดดเด่นในด้านวิชาศิลปะและวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันถือว่าเป็นหนึ่งในผู้นำในด้านการให้การศึกษาในยุโรป นอกนั้นยังขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วย

University of Bologna

7.ในประเทศอิตาลีมีมรดกโลกเป็นจำนวนมากที่สุด มีสถานที่สำคัญที่รอให้คุณไปเที่ยวมากถึง 51 แห่งด้วยกัน เช่น หอเอนปิซ่า , เมืองปอมเปอี และเมืองเวนิส เป็นต้น ส่วนประเทศที่มีมรดกโลกมากเป็นอันดับที่สองคือประเทศจีนและอันดับที่สามคือประเทศสเปน

8.หมายเลข 17 คือหมายเลขแห่งโชคร้ายสำหรับชาวอิตาลี นี่คือเหตุผลที่โรงแรมทุกแห่งในประเทศอิตาลีจะไม่มีชั้นที่ 17 ส่วนหมายเลข 13 นั้นคนอิตาลีไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับโชคร้ายแต่อย่างใด นอกเสียจากว่าจะมีคน 13 คนนั่งทานอาหารในโต๊ะเดียวกัน เช่นเดียวกับในรูปศิลปะ “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” ที่วาดโดย “เลโอนาร์โด ดา วินชี”

9.ชาวอิตาลีจะรับประทานสปาเก็ตตี้ด้วยซ่อมเท่านั้นจะไม่มีการใช้ช้อนเด็ดขาดถึงแม้ว่าประเทศอื่นๆในยุโรปจะใช้ช้อนด้วยก็ตาม คนอิตาลีจะถือว่าคนที่ใช้ช้อนทานสปาเก็ตตี้ไม่มีมารยาทบนโต๊ะอาหารหรือทำตัวเป็นเด็กๆ ใครที่ไปเที่ยวอย่าลืมตัวใช้ช้อนทานสปาเก็ตตี้ล่ะ

 

7 ข้อเท็จจริงของ เมืองฟลอเรนซ์ หนึ่งในเมืองที่สวยงามที่สุดในโลก

เมืองฟลอเรนซ์ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่มีอาคารตึกรานบ้านช่องสวยงามมากๆ หากใครที่คิดจะไปเที่ยวต่างประเทศละก็ การได้ไปเที่ยวเมืองนี้จะทำให้กล้องของคุณเต็มไปด้วยรูปเมืองสวยๆแน่นอน นอกจากจะมีอาคารสวยๆไปหมดแล้วเมืองยังถูกล้อมไปด้วยภูเขาและแม่น้ำอีก 4 เส้น ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือลงจะได้พบกับวิวและบรรยากาศที่เหมาะแก่การถ่ายรูปมากแน่นอน

ในช่วงศตวรรษที่ 14 เมืองนี้เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้านการค้าขายมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจสูงมาก และเป็นต้นกำเนิดแห่งศิลปะรวมไปถึงศิลปินชื่อดังมากมายและยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา” อีกด้วย

เมืองฟลอเรนซ์ โดดเด่นไปด้วยวิวทิวทัศน์ เป็นศูนย์รวมผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรมอันงดงาม รวมไปถึงโบสถ์และพิพิธภัณฑ์อันเลื่องชื่อ ในทุกปีนักท่องเที่ยวนับล้านคนจากทั่วโลกจะมาที่เมืองนี้เพื่อชมผลงานของศิลปินดังเช่น ไมเคิล แองเจโล , เลโอนาร์โด ดา วินชี , ดูงานออกแบบของ ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี และศึกษาผลงานของ กาลิเลโอ นอกนั้นยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากเกี่ยวกับเมืองนี้ไปอ่านกันเลย

1.เคยติดอันดับเมืองที่สวยงามที่สุดอันดับหนึ่งโลก – เมืองนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ตึกรามบ้านช่องก็มีหลังคาสีสันสวยงาม มีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือ มหาวิหารซานตามาเรีย , หอศิลป์อุฟฟีซี , พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Galleria dell’Accademia  ซึ่งล้วนเป็นสถานที่สวยงามมากทั้งสิ้น ไม่แปลกเลยที่ทางนิตยสาร Forbes จะเคยจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในปี ค.ศ.2010

2.เมืองหลวงแห่งศิลปะ – ประเทศอิตาลีขึ้นชื่อว่ามีผลงานศิลปะที่สวยงามจนผู้ชมลืมหายใจ อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรยูเนสโกพบว่า งานศิลปะจำนวน 60% ของโลกถูกรวมไว้ที่ประเทศอิตาลี และมีอยู่มากกว่าครึ่งที่อยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอยู่เป็นจำนวนมาก

3.เป็นแหล่งรวมศิลปินระดับโลกจำนวนมาก – เมืองฟลอเรนซ์เป็นบ้านเกิดของ จิตรกร , ประติมากร , กวีเอก , สถาปนิก และบุคคลที่มีสติปัญญาสูงเช่น เลออน บัตติสตา อัลแบร์ตี ซึ่งเป็นผู้รู้รอบด้าน , ดันเต อาลีกีเอรี , จอตโต ดี บอนโดเน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความรู้ความสามารถหลายแขนง

4.บ้านเกิดของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล – นอกเมืองนี้จากจะเป็นถิ่นของศิลปินและเหล่าผู้ทรงภูมิแล้ว ยังเป็นบ้านเกิดของ “ฟลอเรนซ์ ไนติงเกลฎ ผู้ซึ่งได้สมยาว่า “สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป” อีกด้วย ในสมัยก่อนงานพยาบาลถูกมองว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่เธอก็มุ่งมั่นยืนกรานที่จะทำงานนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแม้ว่าจะเกิดมาในหมู่ชนชั้นสูงก็ตาม เธอยังถูกยกย่องให้เป็นมารดาแห่งพยาบาลสมัยใหม่อีกด้วย

5.เมืองแรกที่มีการปูถนน – ในปี ค.ศ.1339 เมืองฟลอเรนซ์ได้กลายเป็นเมืองแรกในทวีปยุโรปที่มีการปูพื้นถนนไปทั่วทั้งในเส้นทางหลักและในตรอกซอกซอย ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอยากเดินชมความสวยงามของเมืองและถนนมากกว่าเดินทางด้วยรถยนต์เสียอีก

6.ต้นกำเนิดของภาษาอิตาลี – โดยศิลปินที่ได้เป็นคนวางมาตราฐานในการใช้ภาษาซึ่งต่อมาก็กลายเป็นภาษาอิตาลีก็คือกวีชื่อดัง “ดันเต อาลีกีเอรี” นั่นเอง ซึ่งถือเขาว่าเป็น”บิดาแห่งภาษาอิตาลี” เลยนะ

7.สวยจน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำลายไม่ลง – เบนิโต มุสโสลินี เคยชวน ฮิตเลอร์ มาเที่ยวเมืองฟลอเรนซ์ ความสวยงามของสถาปัตยกรรมสร้างความประทับใจแก่เขาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจุดชมวิวที่สะพาน “Ponte Vecchio” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายเยอรมันทำลายสะพานข้ามแม่น้ำอาร์โนทั้งหมดยกเว้นสะพานนี้ โดยฮิตเลอร์เป็นคนพูดเองว่า “สวยเกินไป จนทำลายไม่ลง”

7 ข้อเท็จจริงของ ”รางวัลโนเบล” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รางวัลโนเบล เป็นการให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำประโยชน์ส่วนรวมไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การวิจัยจนค้นพบความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ รวมไปถึงเป็นรางวัลแก่ศิลปินผู้สร้างผลงานยอดเยี่ยมอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าต้นกำเนิดของรางวัลโนเบลมาจากนาย อัลเฟรด โนเบล นักประดิษฐชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ซึ่งมีการเอาไปทำเป็นอาวุธและตัวเขาเองก็เป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาวุธเสียด้วย

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1975 เขาได้เขียนพินัยกรรมยกสมบัติมาเป็นทุนในการมอบรางวัลโนเบล เพื่อสนับสนุนผู้ที่ทำประโยชน์แก่โลก ก็น่าจะเป็นเพราะเขารู้สึกผิดที่ได้ทำธุรกิจสร้างอาวุธมาตลอด และในช่วงแรกนั้นครอบครัวของเขาก็ได้คัดค้านอย่างแรงทำให้การจัดงานมอบรางวัลโนเบลล่าช้าลง

เริ่มมีการให้รางวัลโนเบลตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 และก็ไม่ได้มอบรางวัลให้คนๆเดียวเสมอไป เพราะที่ผ่านมาก็มีผู้ได้รับรางวัลร่วมกันสองคนหรือสามคนมาหลายครั้งแล้ว (แต่จำนวนผู้รับรางวัลเดียวกันจะต้องไม่เกิน 3 คน) เพราะถือว่าผู้ที่ทำงานร่วมกันก็ควรมีสิทธิได้รับรางวัลเท่าเทียมกันนั่นเอง นอกนั้นยังมีการมอบรางวัลให้กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อถึงแม้ว่าตัวผู้รับรางวัลจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

 

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุน้อยที่สุด

เธอเป็นสาววัยรุ่นชาวปากีสถานอายุ 17 ปี ชื่อว่า “มะลาละห์ ยูซัฟซัย” และ “ไกลาศ สัตยาธี”  ทั้งคู่ต่อสู้เพื่อให้เด็กผู้หญิงได้มีสิทธิเข้ารับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กชาย เป็นเหตุทำให้ในปี ค.ศ.2012 เธอถูกกลุ่มตาลีบันดักยิงโดนเข้าที่ใบหน้าเธอรอดชีวิตมาได้ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในสองปีต่อมา

 

ระดับความสามารถของ อัลเฟรด โนเบล

ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นเขาเป็นคนระดับอัจฉริยะที่มีความสามารถหลายด้านไม่ว่าจะเป็นทั้งนักเคมี วิศวกร และบทบาทในฐานะนักอุตสาหกรรม นอกจากนั้นเขายังสามารถพูดได้ 5 ภาษาตั้งแต่ตอนยังมีอายุแค่เพียง 17 ปีเท่านั้น และตลอดชีวิตการทำงานของเขา เขาได้จดสิทธิบัตรมากถึง 350 ครั้ง และเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์มากถึง 90 โรงงาน

 

ไม่ว่าใครก็มีสิทธิถูกเสนอชื่อทั้งนั้น

แม้แต่พวกแบดบอยอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ , เบนิโต มุสโสลินี และโจเซฟ สตาลิน ก็ยังเคยมีคนเสนอชื่อพวกเขาร่วมชิงรางวัลโนเบลสาขาต่างๆอีกด้วย ประวัติของ 3 คนนี้ล้วนร้ายกาจกันทั้งนั้น ใช่ว่าจะมีแต่คนดีๆที่ถูกเสนอชื่อเข้ามา

 

เคยมีคนเอารางวัลที่ได้รับไปขายด้วย

เขาคือนาย “Leon Lederman” ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ.1988 เขาป่วยหนักจนต้องเปิดประมูลขายเหรียญรางวัลเขาไปจ่ายบิลค่ารักษา โดยมีคนไม่ทราบชื่อชนะการประมูลไปได้ในราคา 765,000 ดอลลาร์ นอกนั้นเขายังเคยใช้เงินรางวัลที่ได้รับไปซื้อกระท่อมไม้ซุงและใช้เป็นที่อยู่อาศัยถาวรร่วมกับภรรยา ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ.2011 เขาก็เริ่มมีปัญหาเรื่องความจำสูญหายจนในที่สุดก็ต้องขายเหรียญรางวัลไปในปี ค.ศ.2015

 

เกือบไม่ได้เอากลับบ้าน

ในปี ค.ศ.2011 นาย Brian Schmidt หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลร่วมกัน 3 คนที่ค้นพบว่า “จักรวาลขยายตัวไปเรื่อยๆ” ได้เข้าร่วมรับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนั้น แต่ในขณะเดินทางกลับบ้านที่สนามบินปรากฏว่ามีปัญหาในการเดินผ่านเครื่องตรวจจับวัตถุต้องสงสัย

 

มหาตมะ คานธี ไม่ได้รับรางวัลโนเบล

เขาถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตในก่อนวันเข้าชิงรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1948 เพียงสองวันเท่านั้น โดยปกติแล้วถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ก็มีสิทธิ์ได้รับรางวัล แต่ว่าปัญหาคือ เขาไม่มีทายาทเลยแม้แต่คนเดียวทางคณะกรรมการจึงไม่รู้จะเอารางวัลไปให้ใคร ก็เลยต้องเสียสิทธิ์ในการรับรางวัลไป ถึงแม้ว่าเขาถูกเลือกให้ชนะรางวัลในปีนั้นก็ตาม และที่ผ่านมาเขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 5 ครั้ง

 

เคยมีคนปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบล

คนผู้นั้นก็ชื่อ “ฌ็อง-ปอล ซาทร์” นักแต่งนิยายและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ส่วนเหตุผลที่ไม่ยอมรับรางวัลนั้นก็เพราะโดยปกติแล้วเขามักจะปฏิเสธไม่รับรางวัลใดๆอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

ส่วนอีกคนที่ไม่ยอมรับรางวัลก็คือ “เล ดึ๊ก เถาะ” ซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนาม เข้าได้รางวัลโนเบลในฐานะที่เป็นคนเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงสันติภาพปารีสเพื่อให้อเมริกาเลิกรุกรานเวียดนาม แต่เขาไม่ยอมรับรางวัลโดยบอกว่าสันติภาพยังไม่เคยเกิดขึ้นในเวียดนามจริงๆ